ประเทศไทยทำอะไรได้บ้างหากอยากคัดกรองให้ครอบคลุมมากขึ้น

By hitapnews

ในสถานการณ์ที่การระบาดของโควิด-19 ยังดูเหมือนจะไม่หยุดง่าย ๆ สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ การที่หาตัวผู้ติดเชื้อไม่พบ ซึ่งทำให้การหยุดการส่งต่อเชื้อให้ผู้อื่นเป็นได้ไปยาก ประเทศต่าง ๆ ตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นนี้ เลยทุ่มกับการคัดกรองผู้คนให้ได้มากที่สุด เช่น เกาหลีใต้ ที่ปูพรมคัดกรองคนทั่วประเทศ จนคัดกรองประชาชนได้ถึงวันละนับแสนราย คำแนะนำขององค์การอนามัยโลกก็ไปในทิศทางเดียวกัน คือ “ตรวจ ตรวจ ตรวจ” 

ตั้งแต่เริ่มการระบาด ประเทศไทยตรวจหาโควิด-19 ในผู้ที่อาจติดเชื้อไปแล้ว 2-4 หมื่นราย โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน แสดงให้เห็นว่ามีการตรวจทั้งหมด 805 ครั้ง เทียบกับอีกหลายประเทศแล้ว จำนวนการตรวจของไทยยังน้อยกว่าอยู่มาก 

จำนวนการตรวจที่น้อยครั้งนี้เกิดจากอะไร ปัจจุบันขีดความสามารถในการตรวจของไทยมีมากน้อยแค่ไหน แล้วต้องทำอย่างไรหรือการตรวจคัดกรองจึงจะครอบคลุมกว่านี้

ไทยตรวจน้อยเพราะขีดความสามารถมีจำกัดหรือเปล่า

ในช่วงแรกที่สังคมตื่นตัวต่อการระบาดมีคนจำนวนมากต้องการตรวจหาการติดเชื้อ น้ำยาตรวจที่มีในไทยมีจำนวนจำกัด บางโรงพยาบาลขาดแคลนน้ำยาดังกล่าวจนต้องหยุดให้บริการชั่วคราว แต่ไทยมาไกลจากวันนั้นมากแล้ว ข้อมูลล่าสุดของกรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ พบว่าปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อ COVID-19 ด้วยวิธีมาตรฐาน คือ Real-time PCR จำนวน 76 แห่งและจะเปิดเพิ่มอีก 31 แห่งในอีก 2สัปดาห์ข้างหน้าเพื่อให้มีศักยภาพรองรับการตรวจได้วันละ 20,000 ตัวอย่าง (กทม. 10,000 ตัวอย่างต่อวัน และต่างจังหวัด 10,000 ตัวอย่างต่อวัน) ในส่วนของน้ำยาสำหรับตรวจปัจจุบันมียอดคงคลังสำหรับน้ำยาเพียงพอกับการตรวจกว่า 100,000 ครั้ง และมีแผนจัดซื้อเพิ่มเพื่อให้มีเพียงพอสำหรับการตรวจ 1 ล้านครั้งใน 4 เดือนข้างหน้า

ถ้าห้องแล็บพร้อมแล้ว ทุกคนควรได้รับการตรวจหรือไม่

การตรวจคัดกรองมากขึ้นจะทำให้สามารถควบคุมการระบาดได้ดีขึ้น แต่การตรวจจำนวนมาก ก็หมายถึงการที่ผู้ให้บริการด่านหน้า ได้แก่ แพทย์และพยาบาล ต้องทำงานหนักขึ้นด้วยในการเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจจากทางจมูกและคอของผู้ที่อาจติดเชื้อ แน่นอนแพทย์และพยาบาลต้องสัมผัสกับผู้ป่วยซึ่งเป็นความเสี่ยง และต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันซึ่งยังขาดแคลน 

ดังนั้น คำตอบของคำถามนี้ คือ ต้องพิจารณาทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะความพร้อมของห้องปฏิบัติการ แต่ต้องพิจารณาถึงการเก็บตัวอย่างที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยของทั้งผู้ถูกเก็บและผู้เก็บตัวอย่าง นอกจากนี้ หากตรวจทุกคนที่ต้องการตรวจ ก็อาจทำให้การคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงสูงล่าช้าออกไป การตรวจทุกคนจึงอาจไม่ใช่ทางออก แต่ควรเลือกกลุ่มที่จะรับการตรวจให้เหมาะสม ไม่กว้างเกินไปหรือแคบเกินไป เพื่อให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด

มีวิธีคัดกรองอื่นที่อาจทำได้อีกไหม

ประเทศไทยอาจพิจารณาปรัชใช้การตรวจคัดกรองนอกสถานพยาบาล เช่น การตรวจแบบ drive through ในเกาหลีใต้ ซึ่งทั้งเร็วและช่วยลดความเสี่ยงทั้งของผู้มารับการตรวจและผู้เก็บตัวอย่าง ทำให้สามารถดำเนินการได้คราวละจำนวนมาก หรืออาจให้ประชาชนเก็บตัวอย่างตรวจด้วยตัวเอง แต่ยังมีข้อมูลสนับสนุนไม่พียงพอ 

การตรวจด้วยวิธีอื่นนอกเหนือจาก Real-time PCR ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานนั้น ปัจจุบันยังไม่แน่ชัดว่าสามารถนำมาปรับใช้จริงได้อย่างไรบ้าง เช่น การตรวจหาภูมิคุ้มกัน หรือ IgG/IgM ซึ่งยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่ามีโอกาสการให้ผลบวกลวงในผู้ที่ไม่ได้ติดเชื้อมากเพียงน้อยเพียงใด หลังจากติดเชื้อใช้เวลาเท่าไรจึงจะตรวจพบ รวมทั้งความไวและความจำเพาะของการตรวจในกลุ่มประชากรปกติและประชากรติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ เพราะทราบแต่ความไวและความจำเพาะของผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการเท่านั้น 

ดังนั้นในขณะนี้ ประเทศไทยจึงยังควรใช้วิธีมาตรฐานแบบ Real-time PCR เป็นหลักต่อไป โดยอาจจะต้องปรับลดระยะเวลาการตรวจและรายงานผลให้เร็วขึ้น

ถ้าการตรวจในประเทศไทยครอบคลุมยิ่งขึ้น จะช่วยคัดแยกผู้ติดเชื้อออกมาและตัดวงจรการระบาดได้ อย่างไรก็ตาม ควรจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มคนที่ได้รับการตรวจคัดกรอง โดยเน้นกลุ่มเสี่ยงสูงก่อน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างเกิดประโยชน์

ที่มา: แนวทางเพิ่มการตรวจคัดกรอง COVID-19 โดย คณะทำงานด้านภารกิจการประมวลสถานการณ์และวิชาการ กระทรวงสาธารณสุข วันที่ 8 เมษายน 2563